ใช้ชีวิตคู่ยากหรือไม่ทำไมสังคมถึงได้หย่าร้างกันเพิ่มขึ้น

ทุกวันนี้จากที่ใช้ชีวิตคนเดียวก็อยากจะมีชีวิตคู่ แต่พอมีชีวิตคู่ก็อยากกลับมาใช้ชีวิตเดียวอีก มนุษย์นั้นช่างไม่พอดีเอาเสียเลย เพราะอะไรก็เพราะว่า “เอาแต่ใจ” การเอาแต่ใจเป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างมาก หลายคนตอนเป็นเด็กจะโดนพ่อแม่เอาแต่ใจอย่างมาก จนทำให้โตมาก็ติดนิสัยแบบนั้นเป็นส่วนใหญ่ กว่าจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อเราได้เสียสิ่งที่เรารักและผูกพันมากที่สุดไปอย่างการที่เรา ถูกตามใจและเอาใจมาตลอด แต่พอต้องไปอยู่ตัวคนเดียวไปเรียนหรือทำงานห่างจากคนที่เคยดูแลเรา เราก็เริ่มที่จะเข้าใจว่าเราอยู่คนเดียวไม่ได้ เราทำทุกอย่างไม่เป็นเลย แต่ก็ยังดีที่รู้ตัวเร็วและฝึกตนเองเสียใหม่
แต่สำหรับชีวิตคู่ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตามแต่ บางคนอายุเพียง 17-18 ก็อยู่ด้วยกันแล้วก็คิดว่าจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต ไม่รู้ถึงการลำบาก ต้องหาเลี้ยงชีพเพราะพ่อแม่ก็ยังส่งเสียเลี้ยงดูอยู่ แล้วก็ใช้ความรู้สึกส่วนตัวในการอยู่ด้วยกัน ทะเลาะกันเป็นเรื่องราวใหญ่โต ทำให้ทั้งตนเองต้องเสียใจและพ่อแม่เสียใจ อย่าคิดว่าพ่อแม่ผู้ปกครองไม่รู้ไม่เห็นในสิ่งที่เราทำ เพียงแต่พ่อแม่ไม่อยากจะพูดหรือทำอะไรให้กับเราเสียใจหรือไม่เข้าใจต่างหาก
กลับมาสำหรับชีวิตคู่ที่อยู่กับมานาน ได้แต่งงานอยู่ด้วยกันแล้ว แน่นอนว่า ต้องมีบ้างที่จะใช้ชีวิตร่วมกันหรือ อาจจะมีพื้นที่ส่วนตัวบ้าง ซึ่งไม่ถือว่าผิด การแต่งงานอยู่ร่วมกันแล้วไม่จำเป็นเสมอไปที่จะต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่เพียงว่าเราต้องเพิ่มพื้นที่ให้กับชีวิตคู่ขึ้นมาอีกช่องก็เท่านั้น การที่จะทำให้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขและอยู่กันได้ยาวนานต้องยึดหลัก 3 ประการ
หลัก 3 ประการที่ต้องมีสำหรับชีวิตคู่
1.พื้นที่ส่วนรวม
ก่อนที่จะอยู่เป็นครอบครัวเราจะมีพื้นที่ส่วนตัวกันมาตลอด แต่เมื่อเริ่มใช้ชีวิตคู่ก็จะต้องมีพื้นที่ส่วนรวมแล้ว เราจำเป็นต้องลดความเป็นส่วนตัวลงแล้วก็เพิ่มพื้นที่ระหว่าง 2 เราเพิ่มขึ้น มันไม่ได้ยากแต่อย่างใดเพียงแต่ว่า เราต้องรับฟังเรื่องราวจากเขาเข้ามาเพิ่มและเพิ่มเรื่องเราของเราให้เขาได้รับรู้ได้เข้าใจบ้าง ไม่จำเป็นต้องทุกอย่างเพราะถ้าเราอยู่ด้วยกันแล้ว ความเป็นตัวเรา เขาจะค่อยๆซึมซับและรับรู้เองอย่างช้าๆ อย่าคิดว่าเขาคือของเราทั้งหมด ถ้าคิดแบบนั้น ไม่นานนักจะกลายเป็นมีพื้นที่เพิ่มอีกส่วนหนึ่ง นั้นคือ พื้นที่แห่งความลับ เป็นความลับที่เขาจะค่อยๆ สร้างขึ้นมาทีละนิดทีละน้อย แล้วก็จะมีกำแพงที่หนาเราไม่สามารถเข้าไปถึงเขาได้เลย ต้องค่อยๆ ให้พื้นที่ส่วนรวมกันเพิ่มช้า ๆ คุยกันเยอะๆ
2.ไม่เอาตนเองเป็นศูนย์รวมจักรวาล
หลายคนพอมีแฟนก็เริ่มที่จะอยากให้แฟนตามใจเราและทำตามอย่างเราทุกอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องกินเรื่องเที่ยวค่อยๆ ยัดความเป็นตัวเราให้กับเขาแล้วก็ให้เขาทำตามเราทุกอย่าง จนตัวเราเองนั้นเริ่มคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่รู้หรือไม่ว่าเรื่องแบบนี้เขาก็จะเริ่มมีกำแพงขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อก่อนหรือตอนแรกเรายังคงอยู่กันคนละ ครึ่ง แต่พอเราเริ่มก้าวก่าย ก้าวเข้าไปในชีวิตของเรามากขึ้น การแต่งตัวที่เขาเคยทำบังคับให้เขาเปลี่ยน สิ่งที่เขาชอบเราไม่ชอบแล้วก็บังคับให้ทำ แบบนี้ก็ไม่นานเช่นกัน ก็จะต้องแยกย้ายสลายร่างจากคู่เป็นเดี่ยวเหมือนเดิม เวลาที่เขาเป็นตัวเองก็มองหาจุดดีแล้วก็ปล่อยให้เขาทำอย่างที่อยากทำ ขนาดตัวเรายังอยากทำตามแบบตัวเรา เขาก็มีส่วนของเขาเหมือนกัน
3.ขอโทษให้เป็น ขอบคุณให้ได้
ถ้าเราจะใช้คำหนักควรต้องคิดให้ดี เพราะคำพูดหนึ่งคำทำลายโลกได้ โลกแห่งความรักโลกแห่งความสุข ได้หมด คำเดียวทำให้หลายคู่ต้องแยกกันมานักต่อนักแล้ว การขอโทษถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก ถ้าเราจำเป็นต้องผิดนัด จำเป็นต้องทำให้สิ่งที่เขาไม่ชอบ ก็บอกขอโทษแล้วก็ให้เหตุผลว่าเพราะอะไร และมันต้องเป็นเหตุผลที่น่าฟังด้วย สำหรับผู้ฟังก็ต้องฟังให้เข้าใจมิใช่ ไม่ฟังเลยแม้แต่น้อย แล้วก็คิดว่าเขาโกหก หรือกำลังปิดบังอะไรอยู่ การคิดแบบนั้นไม่ดีแน่ๆ การใช้คำว่าขอบคุณก็เช่นกัน เรื่องเล็กน้อยก็ควรต้องใช้กันบ่อยๆ เป็นการบอกรับน้ำใจและบอกให้กำลังใจกันตลอดเวลา เมื่อคำเดียวสามารถเปลี่ยนทุกอย่างได้ คำพูดก็เปลี่ยนความเหนื่อยล้าเป็นกำลังใจได้เช่นกัน
ชีวิตคู่เป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ง่ายและไม่ยากจนเกินกว่าจะเข้าใจเพียงแต่ว่าเราควรต้องปล่อยวางสิ่งที่เราเป็นอยู่ ทิ้งความเป็นตัวตนของเรา แล้วให้โอกาสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ความคิดของแต่ละคนนั้นไม่มีผิดหรือถูก เพียงแต่ว่าความคิดที่คิดอยู่ตรงนั้น ใช้ได้ถูกจังหวะและเหมาะสมหรือไม่ ชีวิตคู่ก็อย่างที่คนโบราณเคยว่าไว้ ผัวเมียกันก็เหมือนลิ้นกับฟัน อยู่ด้วยกันได้แต่อาจจะมีการกระทบกันบ้าง แต่ก็ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ แล้วดูให้ดี ลิ้นก็อยู่พื้นที่ของลิ้น ฟันก็อยู่พื้นที่ของฟัน แต่เมื่อต้องมาอยู่รวมกัน ทำหน้าที่รวมกัน มันช่างเป็นเรื่องที่วิเศษอย่างมาก ปรับตนเองเข้าหาเขาง่ายกว่าให้เขาปรับตัวมาหาเราทั้งหมด